แพลตฟอร์มร้านออนไลน์แบบ Software-as-a-service (SaaS) กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์เติบโต โดยคาดว่ายอดขายจะพุ่งสูงถึงเกือบ 8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 (ราว 264.4 ล้านล้านบาท)
ซึ่งเมื่อใช้งาน SaaS ผู้ใช้จะชำระเงินเพื่อเข้าถึงแพลตฟอร์มร้านออนไลน์บนคลาวด์ โดยแลกกับการบริการ แอป รวมถึงการดูแลลูกค้า ในขณะที่ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์จะเป็นผู้จัดการเรื่องความปลอดภัย ซอร์สโค้ด และการบำรุงรักษาให้ทั้งหมด
กล่าวคือโซลูชัน SaaS จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างร้านค้าออนไลน์ที่ดึงดูดสายตาและทรงพลังสำหรับธุรกิจร้านออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว
ต่อไปนี้คือสิ่งที่ต้องรู้เพื่อการเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสม
ระบบร้านออนไลน์ SaaS คืออะไร
ระบบร้านออนไลน์แบบ Software-as-a-service ช่วยให้ธุรกิจร้านออนไลน์ขายสินค้าออนไลน์ได้ โดยจะทำการกระจายซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ตแทนที่จะให้ลูกค้าดาวน์โหลดมาติดตั้งเอง ซึ่งโดยมากบริษัท SaaS จะเป็นเจ้าของซอฟต์แวร์เอง โฮสต์ซอฟต์แวร์เอง แล้วจึงจะให้ผู้อื่นเข้ามาใช้งานผ่านสัญญาอนุญาต
ระบบร้านออนไลน์ SaaS ทำงานอย่างไร
ทั่วไปแล้วผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ระบบร้านออนไลน์ SaaS จะคิดค่าบริการรายเดือนสำหรับการใช้งานแพลตฟอร์ม ซึ่งราคามักขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ที่ต้องการหรือจำนวนผู้ใช้ที่เข้าถึงบัญชีได้
และโดยพื้นฐานผู้ให้บริการร้านออนไลน์แบบ SaaS จะเป็นเจ้าของซอฟต์แวร์ที่มักจะให้สิทธิ์ใช้งานแก่ผู้ใช้ในอัตราการสมัครสมาชิกหรือค่าสมาชิกแบบคงที่ ทั้งนี้ผู้ให้บริการหลายรายยังมีระดับสมาชิกที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจในขนาดและระดับการเติบโตที่แตกต่างกันด้วย
นั่นคือบางรายอาจมีแพ็กเกจพื้นฐานที่เหมาะสมกับธุรกิจขนาดเล็กซึ่งมีความต้องการไม่ซับซ้อน แพ็กเกจระดับกลางที่เพิ่มตัวเลือกการปรับแต่งและการสนับสนุนมากขึ้น รวมถึงแพ็กเกจสำหรับองค์กรที่ออกแบบมาเพื่อรองรับธุรกิจขนาดใหญ่
ประโยชน์ของร้านออนไลน์แบบ SaaS
มีการคาดการณ์ว่าตลาด SaaS จะมีมูลค่ามากกว่า 4.28 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 (ราว 14.15 ล้านล้านบาท) จึงชัดเจนว่าการเลือกใช้แพลตฟอร์มระบบร้านออนไลน์ SaaS มีข้อดีมากมาย ได้แก่
- ต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า
- ใช้งานง่าย
- ขยายขนาดได้
- อัปเดตอัตโนมัติ
- เข้าถึงได้จากทุกที่
- ฟีเจอร์การชำระเงินและความปลอดภัยแบบครบวงจร
- การวิเคราะห์ข้อมูลและข้อมูลเชิงลึก
- โครงสร้างแบบ API-first
ต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า
ในร้านออนไลน์แบบดั้งเดิม ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายเงินก้อนโตตั้งแต่แรกเริ่มเพื่อชำระค่าซอฟต์แวร์ ค่าโฮสติ้ง และค่าฮาร์ดแวร์ แต่สำหรับโซลูชัน SaaS อย่าง Shopify ค่าบริการจะคิดเป็นรายเดือนหรือรายปี ซึ่งประหยัดกว่ามากสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ตอัป ยกตัวอย่างเช่น เมื่อใช้งานแพลตฟอร์ม SaaS ร้านบูติกเล็ก ๆ อาจเปิดร้านค้าออนไลน์ได้โดยมีต้นทุนเริ่มต้นต่ำ แทนการลงทุนหลักหมื่นที่เว็บไซต์แบบสั่งทำอาจต้องการ
ใช้งานง่าย
แพลตฟอร์มระบบร้านออนไลน์ SaaS มีอินเทอร์เฟซแบบลากแล้ววาง ผู้ประกอบการจึงจะสามารถออกแบบร้านค้าออนไลน์ได้โดยไม่ต้องมีความรู้ทางเทคนิค ยกตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มอย่าง Shopify ที่ให้เลือกจากคลังเทมเพลตแล้วปรับแต่งต่อได้เลย ซึ่งเมื่อใช้งานได้ง่ายขนาดนี้ จึงจะสามารถเปิดร้านค้าออนไลน์ได้เร็วกว่าหากทำการพัฒนาเองมาก
ขยายขนาดได้
ด้วยโซลูชัน SaaS ธุรกิจจะเติบโตได้ง่ายโดยแพลตฟอร์มเหล่านี้จะสามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างในงานเซลช่วงเทศกาลได้โดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในช่วงพีค หากใช้บริการแล้วจึงจะไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดสรรทรัพยากรล่วงหน้า
อัปเดตอัตโนมัติ
เมื่อใช้งานแพลตฟอร์มระบบร้านออนไลน์ SaaS ผู้ให้บริการจะเป็นผู้จัดการการอัปเดตทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น หากมีช่องทางการชำระเงินใหม่ที่ได้รับความนิยม Shopify ก็สามารถผสานเข้ากับแพลตฟอร์มได้ทันทีด้วยการอัปเดตอัตโนมัติ แปลว่าเว็บไซต์ร้านออนไลน์จะทันสมัยตามมาตรฐานความปลอดภัยและฟีเจอร์ล่าสุดเสมอ จึงทำให้ลูกค้าพึงพอใจและปฏิบัติตามกฎการคุ้มครองข้อมูลได้
เข้าถึงได้จากทุกที่
การจัดการร้านค้าออนไลน์ได้จากทุกที่คือหนึ่งในข้อดีหลักของแพลตฟอร์มระบบร้านออนไลน์ SaaS ซึ่งเหมาะสมมากสำหรับผู้ประกอบการที่เดินทางบ่อยหรือทำงานทางไกล ยกตัวอย่างเช่น ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่ออฟฟิศแบบ co-working ในนิวยอร์กหรือที่พัก Airbnb ในกรุงเทพฯ ก็สามารถติดตามคำสั่งซื้อ จัดการสินค้าคงคลัง รวมถึงดูผลการขายได้ทุกที่ทุกเวลา
ฟีเจอร์การชำระเงินและความปลอดภัยแบบครบวงจร
ธุรกิจต่างกังวลเรื่องความปลอดภัยโดยเฉพาะเรื่องข้อมูลลูกค้าและการชำระเงิน แพลตฟอร์ม SaaS จึงมักมาพร้อมฟีเจอร์ความปลอดภัยในตัว เช่น ใบรับรอง SSL ช่องทางการชำระเงินที่ปลอดภัย รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐาน PCI DSS อย่างเครื่องมือ Shop Pay ที่มาพร้อมกับร้านค้า Shopify และช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้ง่าย ด้วยขั้นตอนการชำระเงินที่ปลอดภัยและราบรื่น
การวิเคราะห์ข้อมูลและข้อมูลเชิงลึก
แพลตฟอร์มระบบร้านออนไลน์ SaaS มักมีระบบวิเคราะห์ในตัวที่ให้เจ้าของร้านติดตามตัวชี้วัดผลงาน เช่น ยอดขายและปริมาณการเข้าชม ยกตัวอย่างเช่น บน Shopify ที่จะมีแดชบอร์ดและรายงานที่แจกแจงพฤติกรรมลูกค้า เส้นทางการสั่งซื้อ รวมถึงแหล่งที่มาของผู้เข้าชมทั้งหมดผ่านหน้าจอผู้ดูแลระบบเดียว
โครงสร้างแบบ API-first
บริษัทร้านออนไลน์ที่เลือกใช้แพลตฟอร์มระบบร้านออนไลน์ SaaS จะได้ประโยชน์จากโครงสร้างแบบ API-first ซึ่งหมายถึงแพลตฟอร์มที่คำนึงถึง API (application programming interfaces) เป็นองค์ประกอบหลัก กล่าวคือแทนที่จะสร้างฟีเจอร์ขึ้นมาก่อนแล้วหุ้ม API ตาม โซลูชันร้านออนไลน์แบบ SaaS จะออกแบบฟังก์ชันหลักให้เข้าถึงได้เต็มที่ผ่าน API ตั้งแต่แรกนั่นเอง
SaaS กับร้านออนไลน์แบบโอเพนซอร์ส
ทางเลือกหลักนอกจากร้านออนไลน์แบบ SaaS คือร้านออนไลน์แบบโอเพนซอร์ส ซึ่งมีความแตกต่างจากแพลตฟอร์ม SaaS ในแง่ที่แพลตฟอร์มร้านออนไลน์แบบโอเพนซอร์สจะให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดซอร์สโค้ดของซอฟต์แวร์ได้ จากนั้นจึงจะต้องรับผิดชอบในการนำโค้ดไปสร้างและดูแลร้านค้าออนไลน์เอง
โดยโมเดลร้านออนไลน์ทั้งสองแบบนี้มีตัวเลือกการปรับแต่งและโครงสร้างต้นทุนที่ต่างกัน อีกทั้งยังต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคในการใช้งานในระดับที่ต่างกันด้วย
ต้นทุน
ไม่ว่าจะใช้แพลตฟอร์มโอเพนซอร์สหรือแพลตฟอร์ม SaaS การตั้งค่าและดำเนินงานร้านค้าออนไลน์ก็มีค่าใช้จ่ายเสมอ
ซึ่งผู้ให้บริการ SaaS จะคิดค่าสมัครสมาชิกสำหรับการใช้บริการซอฟต์แวร์ ในขณะที่ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมักดาวน์โหลดและใช้งานได้ฟรี อย่างไรก็ตามการเพิ่มแอปและการผสานการทำงานเข้ากับแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สก็มักมีค่าใช้จ่าย อีกทั้งค่าโฮสติ้งเว็บไซต์และค่าพัฒนาเว็บก็ไม่รวมอยู่ในยอดที่ต้องชำระเมื่อแรกเริ่มด้วย
การแสดงผล
แพลตฟอร์มทั้งสองแบบอนุญาตให้ผู้ใช้ปรับแต่งการแสดงผลได้ และผู้ให้บริการหลายรายก็ให้เจ้าของธุรกิจเลือกจากธีมสำเร็จรูปที่หลากหลาย หรือเทมเพลตออกแบบเว็บไซต์ที่แสดงต่อสาธารณะได้เช่นกัน
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นว่าซอฟต์แวร์ร้านออนไลน์แบบ SaaS มักออกแบบมาให้ผู้ใช้ที่มีความรู้ทางเทคนิคน้อยสามารถปรับแต่งการแสดงผลได้ แม้ตัวเลือกอาจถูกจำกัดด้วยขอบเขตของธีมก็ตาม ในขณะเดียวกันการแสดงผลของแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สจะปรับแต่งได้เต็มที่ สำหรับผู้ใช้ที่มีความรู้เรื่องภาษาสคริปต์หรือภาษาโปรแกรมของแพลตฟอร์มนั้น
การปรับแต่ง
แพลตฟอร์มทั้งสองแบบปรับแต่งได้
โซลูชันร้านออนไลน์แบบโอเพนซอร์สปรับแต่งได้สูง เนื่องจากธรรมชาติเปิดโอกาสให้เข้าถึงซอร์สโค้ดของซอฟต์แวร์ได้อย่างเต็มที่ นักพัฒนาเว็บจึงจะสามารถจัดการโค้ดได้ตามต้องการเพื่อปรับแต่งเว็บไซต์ ในขณะที่แพลตฟอร์ม SaaS ถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้ที่ไม่มีประสบการณ์พัฒนาเว็บสามารถจัดการการปรับแต่งได้ผ่านตัวเลือกที่มีให้ในตัว ส่วนขยาย รวมถึงการผสานการทำงานต่าง ๆ
ความปลอดภัย
แพลตฟอร์มทั้งสองแบบมีตัวเลือกในการเข้ารหัสและปกป้องข้อมูลลูกค้า ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ปลอดภัย
โดยภายใต้โมเดล SaaS ผู้ให้บริการจะรับผิดชอบในการตรวจสอบและดูแลความปลอดภัยของเว็บไซต์ เนื่องจากแพลตฟอร์ม SaaS มักรวมการปฏิบัติตามมาตรฐาน PCI มาให้ในตัว เป็นการยืนยันว่าแพลตฟอร์มจะมีมาตรฐานความปลอดภัยในการจัดการข้อมูลบัตรเครดิต ในทางกลับกันแพลตฟอร์มโอเพนซอร์สกำหนดให้ผู้ใช้ต้องตรวจสอบความปลอดภัยของเว็บไซต์และอัปเดตตามความจำเป็นเอง
8 แพลตฟอร์มระบบร้านออนไลน์ SaaS ที่ดีที่สุด
- Shopify
- BigCommerce
- Volusion
- Adobe Commerce
- Salesforce Commerce Cloud
- Wix ecommerce
- Square Online
- Squarespace Commerce
ตลาด SaaS มีผู้ให้บริการมากมาย แต่แพลตฟอร์มดังต่อไปนี้เป็นที่นิยมในหมู่ธุรกิจขนาดเล็กด้วยความยืดหยุ่นและฟีเจอร์ที่หลากหลาย
1. Shopify
Shopify คือแพลตฟอร์มระบบร้านออนไลน์ SaaS ที่ดีที่สุด ที่ขับเคลื่อนร้านค้าออนไลน์นับล้านแห่ง ด้วยแพ็กเกจราคาที่เข้าถึงได้ ดีไซน์อันสวยงาม รวมถึงฟีเจอร์การขายที่ทรงพลัง Shopify จึงจะเป็นตัวเลือกในการเปิดร้านค้าออนไลน์ที่น่าเชื่อถือและง่ายดายที่สุด
ร้านค้า Shopify ทุกแห่งมาพร้อมความสามารถในการลงรายการสินค้าได้ไม่จำกัด, การชำระเงินที่สร้างคอนเวิร์สชันได้ดีที่สุดในโลก, เครื่องมือจัดส่งและจัดการคำสั่งซื้อ, ระบบวิเคราะห์ที่ทรงพลัง, การเข้าถึงแอปกว่า 8,000 แอป รวมถึงการดูแลลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ทั้งยังสามารถสร้างจากเครื่องมือสร้างร้านค้าด้วย AI เพื่อการสร้างดีไซน์ร้านค้าได้ฟรีได้ในไม่กี่นาที รวมถึงสามารถริเริ่มด้วยธีมสำเร็จรูปมากมาย หรือโครงสร้างแบบ headless ด้วย
ด้วย Shopify ผู้ใช้จะสามารถปรับแต่งร้านค้าออนไลน์อย่างง่ายดาย จำหน่ายสินค้าบนโซเชียลมีเดีย หรือจะทดลองโมเดลร้านออนไลน์ยอดนิยมอย่างดรอปชิปปิ้งก็ได้
เหมาะกับใคร
Shopify สร้างขึ้นมาเพื่อธุรกิจร้านออนไลน์โดยเฉพาะ เหมาะสมกับผู้ใช้ทุกรูปแบบตั้งแต่ผู้ประกอบการฉายเดี่ยวไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ โดยจำหน่ายสินค้าและบริการได้ทั้งผ่านช่องทางออนไลน์, ต่อหน้า, บนโซเชียลมีเดีย, บนมาร์เก็ตเพลส และทุกที่เท่าที่จะจินตนาการได้
ฟีเจอร์
- เครื่องมือ AI ใช้ Shopify Magic เพื่อทำให้ขั้นตอนการออกแบบร้านค้าราบรื่น โดยอาจสร้างแลนดิ้งเพจและรายการสินค้า จากนั้นจึงจะใช้ Sidekick เป็นที่ปรึกษาธุรกิจที่พร้อมช่วยเหลือเสมอ
- ระบบประมวลผลการชำระเงินแบบครบวงจร Shopify Payments คือช่องทางการชำระเงินแบบครบวงจรที่รองรับวิธีการชำระเงินหลักทุกรูปแบบ อีกทั้งยังใช้งานร่วมกับผู้ให้บริการชำระเงินภายนอกได้มากกว่า 100 ราย
- App Store ที่ครอบคลุม เข้าถึง Shopify App Store เพื่อผสานกับกระบวนการการทำงานกว่า 8,000 รายการ พร้อมทั้งแอป Shopify ฟรีอีกมากมาย
- การชำระเงินที่ปรับแต่งได้ มอบตัวเลือกการชำระเงินที่หลากหลายให้กับลูกค้า ทั้งการชำระเงินแบบเร่งด่วน, การรับสินค้าที่ร้าน, โค้ดส่วนลด รวมถึง Shop Pay ซึ่งเป็นตัวเลือกการชำระเงินที่สร้างอัตราคอนเวิร์สชันได้ดีที่สุดบนอินเทอร์เน็ต
- การจัดส่งและจัดการคำสั่งซื้อ เครื่องมือจัดการคำสั่งซื้อ สินค้าคงคลัง และการจัดส่งในตัวจะช่วยสร้างฉลาก, เก็บภาษีนำเข้า, ให้ข้อมูลติดตามพัสดุ, จัดการการคืนสินค้า และอื่น ๆ อีกมากมาย
- การกู้คืนตะกร้าสินค้าที่ถูกทิ้ง เพิ่มยอดขายด้วยเครื่องมือที่จะกู้คืนตะกร้าสินค้าที่ถูกทิ้งไว้โดยอัตโนมัติ
- ระบบวิเคราะห์ขั้นสูง ติดตามยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า รวมถึงตัวชี้วัดร้านออนไลน์ที่สำคัญอื่น ๆ ด้วยฟีเจอร์วิเคราะห์และรายงาน
- การปรับแต่งขั้นสูงและการเข้าถึง API แม้ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด แต่ผู้ใช้งาน Shopify ก็ยังปรับแต่งหน้าร้านและระบบเบื้องหลังให้ตรงกับความต้องการเฉพาะตัวได้ ด้วยตัวเลือกการปรับแต่งที่ครอบคลุมและการรองรับ API
- ความสามารถด้านคอมเมิร์ซแบบครบวงจร มอบประสบการณ์ลูกค้าที่สอดคล้องกัน และการจัดการสินค้าคงคลังอย่างราบรื่นทั้งบนเดสก์ท็อป, มือถือ, โซเชียลมีเดีย, มาร์เก็ตเพลส รวมถึงหน้าร้านค้าปลีก
- การดูแลลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน รับการสนับสนุนผ่านอีเมล แชทสด และโทรศัพท์ได้ตลอดเวลา
- คะแนน G2 ⭐️: 4.4
แพ็กเกจและราคา
Shopify มีแพ็กเกจให้เลือกหลากหลายเพื่อรองรับธุรกิจทุกขนาด
- Starter: 5 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 150 บาท)
- Basic: 29 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 870 บาท)
- Grow: 79 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 2370 บาท)
- Advanced: 299 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 8970 บาท)
เริ่มทดลองใช้ Shopify ฟรี โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ทดลองใช้ฟรี 3 วัน จากนั้น 3 เดือนแรกจ่ายเพียง 1 ดอลลาร์ต่อเดือน
2. BigCommerce
BigCommerce คือแพลตฟอร์มร้านออนไลน์ระดับองค์กรที่รองรับการขายทั่วโลก, การใช้งาน SEO, โซเชียลคอมเมิร์ซ รวมถึงการผสานการทำงานกับมาร์เก็ตเพลส ซึ่งร้านค้าขนาดเล็กอาจพบว่าความสามารถทั้งหมดนั้นเกินความจำเป็น และในขณะที่แพลตฟอร์มรองรับการปรับแต่งและการขยายฟังก์ชัน แต่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างในระดับธีมหรือตัวเลือกขั้นสูงก็อาจต้องอาศัยการพัฒนาเพิ่มเติมหรือแพ็กเกจในระดับสูงขึ้น
เหมาะกับใคร
BigCommerce เป็นผู้ให้บริการร้านออนไลน์แบบ SaaS รายใหญ่ที่รองรับธุรกิจระดับองค์กร
ฟีเจอร์
- เครื่องมือออกแบบเว็บไซต์ แพ็กเกจ BigCommerce ส่วนใหญ่มีการแก้ไขแบบลากแล้ววาง และเทมเพลตที่รองรับมือถือ พร้อมการปรับแต่งเชิงลึกผ่าน HTML/CSS
- SEO ในตัว ฟีเจอร์ต่าง ๆ ได้แก่ URL ที่เป็นมิตรกับ SEO การควบคุมเมต้าดาต้า รวมถึงเครื่องมือจัดการการเปลี่ยนเส้นทาง
- การขายแบบ Omnichannel ร้านค้าสามารถลงรายการสินค้าบนมาร์เก็ตเพลส และเชื่อมต่อกับเครื่องมือเปรียบเทียบราคาผ่านฟีดสินค้าหรือแอป
- ความสามารถในการขยายขนาดระดับองค์กร โครงสร้างพื้นฐานของ BigCommerce สร้างมาเพื่อรองรับปริมาณการเข้าชมและธุรกรรมที่สูง โดยมีฟีเจอร์ขั้นสูงในแพ็กเกจระดับสูง
- คะแนน G2 ⭐️: 4.2
แพ็กเกจและราคา
แพ็กเกจแบบชำระเงินของ BigCommerce มีราคาตั้งแต่ 29 ถึง 299 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว ราว 870-8970 บาท) โดยจะเรียกเก็บเป็นรายปี ซึ่งผู้ประกอบการสามารถติดต่อ BigCommerce ได้โดยตรงสำหรับราคาระดับองค์กร ทั้งนี้อัตราค่าบัตรจะเริ่มต้นที่ 2.89% บวก 29 เซนต์ (ราว 9.58 บาท) และจะลดลงเหลือ 2.35% บวก 49 เซนต์ (ราว 16 บาท) ในแพ็กเกจ Plus และ Pro
3. Volusion
Volusion คือแพลตฟอร์มร้านออนไลน์แบบโฮสต์ที่ครอบคลุมพื้นฐานในการเปิดร้านค้าออนไลน์ โดยแพลตฟอร์มจะทำการรวมบริการโฮสติ้งไว้ให้ แต่ผู้ใช้จะต้องซื้อโดเมนแยกต่างหาก ทั้งนี้ร้านค้าจะได้รับฟีเจอร์หลักอย่างการจัดการคำสั่งซื้อ,การติดตามสินค้าคงคลัง, การเรียกเก็บเงินแบบสมัครสมาชิก, บัญชีลูกค้า, การตั้งค่าภาษี รวมถึงโปรโมชันแบบง่าย ๆ
ซึ่งจุดที่ Volusion มีข้อจำกัดคือความยืดหยุ่นด้านการออกแบบและศักยภาพในการเติบโต เนื่องจากการเปลี่ยนเทมเพลตค่อนข้างตายตัว และทุกแพ็กเกจก็มีเพดานยอดขายมูลค่าสินค้ารวมต่อปี (Gross Monetary Value หรือ GMV) ด้วย โดยยอดจำกัดจะอยู่ที่ 50,000 ดอลลาร์สำหรับแผน Personal (ราว 1,500,000 บาท), 100,000 ดอลลาร์สำหรับแผน Professional (ราว 3,000,000 บาท) และ 400,000 ดอลลาร์สำหรับแผน Business (ราว 12,000,000 บาท) ในขณะที่แพ็กเกจ Prime จะสามารถตั้งราคาเฉพาะตัวได้ นั่นหมายความว่าร้านค้าที่เติบโตเร็วหลายแห่งมักย้ายไปยังแพลตฟอร์มที่มีพื้นที่ให้ขยายขนาดได้มากกว่าในที่สุด
เหมาะกับใคร
Volusion เป็นผู้ให้บริการร้านออนไลน์แบบ SaaS ที่มุ่งเน้นลูกค้าธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางซึ่งมองหาฟีเจอร์ร้านออนไลน์แบบเรียบง่าย
ฟีเจอร์
- การจัดการลูกค้า จัดระเบียบได้ดีด้วยเครื่องมือจัดการลูกค้า เช่น ระบบการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (Customer Relationship Management หรือCRM)
- ธีมร้านค้า เลือกจากเทมเพลตที่รองรับมือถือซึ่งออกแบบมาสำหรับการค้าปลีกออนไลน์
- สินค้าคงคลังและคำสั่งซื้อ ติดตามระดับสต๊อก จัดการการคืนสินค้า รวมถึงเก็บประวัติการสั่งซื้อของลูกค้า
- การชำระเงิน การชำระเงินในตัวรองรับการประมวลผลการชำระเงินที่ปลอดภัยได้จากร้านค้าโดยตรง
- คะแนน G2 ⭐️: 3.2
แพ็กเกจและราคา
Volusion มีระยะทดลองใช้ 14 วัน จากนั้นแพ็กเกจแบบชำระเงินจะมีราคาตั้งแต่ 35 ถึง 299 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 1050 - 8970 บาท) โดยมีค่าธรรมเนียมธุรกรรมเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ช่องทางการชำระเงินที่กำหนด หรือหากใช้บริการเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อ Volusion โดยตรงสำหรับราคาแพ็กเกจระดับสูงสุด
4. Adobe Commerce
ในปี 2018 บริษัทซอฟต์แวร์ Adobe ได้เข้าซื้อ Magento และเปิดตัว Adobe Commerce ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระบบร้านออนไลน์ SaaS ครบวงจรที่พัฒนาบนซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สของ Magento
Adobe Commerce ต้องใช้โฮสติ้งจากภายนอกและความรู้ทางเทคนิคในระดับที่ค่อนข้างสูงในการตั้งค่าและจัดการ จึงไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับร้านค้าที่ต้องการจำหน่ายในหลาย ๆ ช่องทาง เนื่องจากการผสานการทำงานกับมาร์เก็ตเพลส แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวมถึงการชำระเงินระหว่างประเทศอาจซับซ้อนกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ ในรายการนี้
เหมาะกับใคร
Adobe Commerce เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและแบรนด์ระดับองค์กรที่มีทรัพยากรพอที่จะดูแลร้านค้าออนไลน์ได้
ฟีเจอร์
- หน้าร้าน B2B และบัญชีบริษัท รองรับพอร์ทัลแบบบริการตนเองสำหรับผู้ซื้อภาคธุรกิจ พร้อมโครงสร้างสำหรับผู้ใช้หลายราย หลายบทบาท หลายระดับราคา รวมถึงแค็ตตาล็อกสินค้าในระดับบริษัทด้วย
- เครื่องมือสินค้าคงคลังและคำสั่งซื้อขั้นสูง จัดการสต๊อกแบบคลังเดียวหรือหลายคลัง ดูแลการประมวลผลคำสั่งซื้อ (รวมถึงการคืนสินค้า) และรองรับการตั้งค่าแค็ตตาล็อกที่ซับซ้อนซึ่งเหมาะกับทั้ง B2C และ B2B
- การผสานคอนเทนต์กับคอมเมิร์ซ ฝังลิงก์สินค้า รูปภาพ รวมถึงข้อมูลลงในเนื้อหาเว็บไซต์ได้โดยตรง เช่น บทความบล็อกหรือหน้าบทบรรณาธิการ
- คะแนน G2 ⭐️: 4.0
แพ็กเกจและราคา
สามารถติดต่อ Adobe เพื่อสอบถามราคาได้โดยตรง
5. Salesforce Commerce Cloud
Salesforce ดูแลผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ SaaS หลายตัวโดยเน้นหลักไปที่เครื่องมือด้านการขายและการจัดการลูกค้า ซึ่ง Salesforce Commerce Cloud คือโซลูชันร้านออนไลน์แบบ SaaS ของบริษัท และมีตัวเลือกแพ็กเกจได้แก่ Salesforce B2B Commerce, Salesforce B2C Commerce รวมถึงโซลูชันแบบครบวงจร
เหมาะกับใคร
Salesforce Commerce Cloud เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการโซลูชันที่แข็งแกร่ง หรือธุรกิจที่ผสานการทำงานเข้ากับผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของ Salesforce อย่างลึกซึ้งอยู่แล้ว
ฟีเจอร์
- การจัดการคอมเมิร์ซแบบครบวงจร จัดการการขายทั้งออนไลน์ ที่หน้าร้าน รวมถึงบนมือถือในระบบเดียว ด้วยเครื่องมือคำสั่งซื้อและสินค้าคงคลังที่ใช้ร่วมกัน
- การรองรับแบบ Headless และ Composable สร้างหน้าร้านแบบสั่งทำโดยใช้ API พร้อมแยกประสบการณ์ส่วนหน้าออกจากระบบเบื้องหลัง
- การปรับให้เป็นส่วนตัวด้วย AI ปรับปรุงการค้นหา โปรโมชัน รวมถึงการชำระเงินด้วยปัญญาประดิษฐ์ในตัว
- คะแนน G2 ⭐️: 4.3 (B2C); 4.4 (B2B)
แพ็กเกจและราคา
ติดต่อ Salesforce โดยตรงเพื่อสอบถามราคา
6. Wix ecommerce
Wix เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะตัวสร้างเว็บไซต์แบบลากแล้ววาง พร้อมเครื่องมือเสริมสำหรับการขายออนไลน์ แต่แม้จะครอบคลุมฟีเจอร์พื้นฐาน เช่น การลงรายการสินค้า การชำระเงิน รวมถึงการประมวลผลการชำระเงิน แต่แพลตฟอร์มดังกล่าวก็ยังขาดฟีเจอร์ขั้นสูงอยู่ เพราะในขณะที่ Shopify มีการแจ้งเตือนสินค้าใกล้หมดเพื่อช่วยป้องกันสินค้าขาดสต๊อก Wix กลับไม่มี ด้วยเหตุนี้ธุรกิจที่มีสินค้าคงคลังจำนวนมากหรือซับซ้อนกว่าอาจพบว่า Wix มีข้อจำกัดมากเกินไปสำหรับการเติบโตในระยะยาว
เหมาะกับใคร
Wix เหมาะสำหรับผู้ที่มีความต้องการด้านร้านออนไลน์แบบเรียบง่าย และมองหาโซลูชันร้านออนไลน์ที่มาพร้อมตัวสร้างเว็บไซต์แบบลากแล้ววาง
ฟีเจอร์
- ตัวแก้ไขร้านค้าแบบวิชวล ตัวสร้างแบบลากแล้ววางของ Wix ช่วยออกแบบเลย์เอาต์หน้าร้านได้โดยไม่ต้องแตะโค้ด
- คลังเทมเพลต เลือกจากเทมเพลตที่ออกแบบไว้ล่วงหน้าและรองรับมือถือหลากหลายแบบเพื่อการเปิดหน้าร้านอย่างรวดเร็ว
- เครื่องมือร้านออนไลน์หลัก จัดการสินค้าคงคลัง รับชำระเงิน รวมถึงตั้งค่าตัวเลือกการจัดส่งได้ภายใน Wix Stores โดยตรง
- คะแนน G2 ⭐️: 4.2
แพ็กเกจและราคา
Wix มีแพ็กเกจฟรี จากนั้นแพ็กเกจแบบชำระเงินจะมีราคาตั้งแต่ 17 ถึง 159 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 510 - 4770 บาท)
7. Square Online
Square Online ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาจาก Weebly ตัวสร้างเว็บไซต์ที่ Square เข้าซื้อในปี 2018 โดยหลังตั้งค่าเสร็จ สินค้าคงคลัง คำสั่งซื้อ รวมถึงข้อมูลลูกค้าจะซิงค์เข้ากับระบบ point-of-sale ของ Square โดยอัตโนมัติ ซึ่งแพลตฟอร์มจะรองรับฟีเจอร์อย่างการปล่อยสินค้า, บัตรของขวัญ, ตัวเลือกการจัดการคำสั่งซื้อที่ยืดหยุ่น รวมถึงบัญชีลูกค้าตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตามการปรับแต่งก็ยังนับว่าจำกัดเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มร้านออนไลน์ที่ก้าวหน้ากว่า
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการโซลูชันร้านออนไลน์แบบเรียบง่าย หรือร้านค้าที่เน้นค้าปลีกเป็นหลักและต้องการรวมการขายออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน
ฟีเจอร์
- การจัดการข้อมูลลูกค้าแบบซิงค์กัน คำสั่งซื้อ ยอดขาย รวมถึงสินค้าคงคลังทั้งที่หน้าร้านและออนไลน์อัปเดตอัตโนมัติในระบบเดียว
- ระบบสมัครสมาชิกในตัว จำหน่ายสินค้าแบบต่อเนื่องหรือเป็นสมาชิกได้โดยไม่ต้องใช้แอปเพิ่ม
- การจัดการคำสั่งซื้อที่ยืดหยุ่น ให้บริการทั้งการจัดส่ง การรับสินค้าริมทาง หรือการส่งในพื้นที่
- คะแนน G2 ⭐️: 4.2
แพ็กเกจและราคา
มีเวอร์ชันฟรีพร้อมค่าธรรมเนียมการประมวลผลแบบต่อหน้าที่ 2.6% บวก 15 เซนต์ (ราว 4.5 บาท) และค่าธรรมเนียมการประมวลผลออนไลน์ที่ 3.3% บวก 30 เซนต์ (ราว 9 บาท) ในขณะที่แพ็กเกจแบบชำระเงินมีค่าธรรมเนียมการประมวลผลที่ต่ำกว่า เริ่มต้นที่ 29 ดอลลาร์ต่อเดือน และสูงสุดถึง 79 ดอลลาร์ต่อเดือนต่อสาขา (ราว 870 - 2370 บาท)
8. Squarespace Commerce
Squarespace คือตัวสร้างเว็บไซต์แบบลากแล้ววางที่เป็นที่รู้จักดีในเรื่องเทมเพลตที่เน้นการออกแบบ และด้วยเลย์เอาต์แบบมินิมอลและดูเป็นมืออาชีพ แพลตฟอร์มจึงได้รับความนิยมในหมู่ครีเอเตอร์ ธุรกิจขนาดเล็ก รวมถึงผู้ให้บริการที่ต้องการหน้าตาออนไลน์ที่ดูดีโดยไม่ต้องปรับแต่งมาก
โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวจะมาพร้อมบริการโฮสติ้งและฟังก์ชันร้านออนไลน์ในตัว แต่เนื่องจากเป็นตัวสร้างเว็บไซต์ทั่วไป ไม่ใช่โซลูชันร้านออนไลน์โดยเฉพาะ จึงจะยังมีข้อจำกัดอยู่ ยกตัวอย่างเช่น Squarespace มีเครื่องมือการขายขั้นสูงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอย่าง Shopify
เหมาะกับใคร
Squarespace Commerce เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ที่เรียบง่ายและเน้นการออกแบบพร้อมฟังก์ชันร้านออนไลน์
ฟีเจอร์
- เทมเพลตระดับมืออาชีพ Squarespace มีดีไซน์ที่ดูดีและเจาะจงตามอุตสาหกรรม เหมาะสำหรับครีเอเตอร์ ร้านอาหาร ช่างภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย
- เครื่องมือการเป็นสมาชิก เนื้อหาอย่างบทความบล็อกหรือแหล่งข้อมูลสามารถบังคับชำระเงินก่อนจะเช้าถึงได้ ทำให้เข้าถึงได้เฉพาะผู้สมัครสมาชิกหรือสมาชิกเท่านั้น
- การรองรับ SEO เครื่องมือในตัวได้แก่ URL ที่สะอาดตา แผนผังเว็บไซต์ที่สร้างโดยอัตโนมัติ รวมถึงการผสานการทำงานกับ Google Search Console
- การจัดการสินค้าคงคลัง ติดตามระดับสต๊อก พร้อมตัวเลือกในการเพิ่มระบบสมัครสมาชิกในแพ็กเกจระดับสูงขึ้น
- คะแนน G2 ⭐️: 4.4
แพ็กเกจและราคา
Squarespace commerce ให้ทดลองใช้ฟรี 14 วัน จากนั้นแพ็กเกจแบบชำระเงินมีราคาตั้งแต่ 14 ถึง 28 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 420 - 840 บาท) เมื่อเรียกเก็บเป็นรายปี อีกทั้งยังต้องชำระค่าธรรมเนียมธุรกรรมและค่าธรรมเนียมการประมวลผลบัตรเครดิตด้วย ซึ่งจะลดลงในแพ็กเกจระดับสูงขึ้น
วิธีเลือกแพลตฟอร์มระบบร้านออนไลน์ SaaS ที่ดีที่สุด
ต่อไปนี้คือขั้นตอนการตัดสินใจแบบมีโครงสร้าง เพื่อเลือกโซลูชันร้านออนไลน์แบบ SaaS ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ
เกณฑ์การประเมิน
ทุกธุรกิจมีความต้องการที่แตกต่างกัน แต่แพลตฟอร์ม ร้านออนไลน์แบบ SaaS ที่เลือกควรมีฟีเจอร์หลักเหล่านี้
|
ฟังก์ชั่น ✅ |
ความสามารถ ⬇️ |
|---|---|
ฟีเจอร์ร้านออนไลน์หลัก |
สิ่งจำเป็น เช่น การติดตามสินค้าและสินค้าคงคลัง, การจัดการคำสั่งซื้อ, เครื่องมือจัดส่งและจัดการคำสั่งซื้อ, การจัดการข้อมูลลูกค้า รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง |
ฟังก์ชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI |
เครื่องมือในตัวสำหรับสร้างคำบรรยายสินค้า ปรับคำแนะนำให้เหมาะสม รวมถึงแก้ไขรูปภาพ |
การชำระเงินแบบครบวงจร |
รองรับวิธีการชำระเงินหลัก รวมถึงบัตรเครดิตและกระเป๋าเงินดิจิทัล |
การผสานเข้ากับระบบนิเวศ |
มาร์เก็ตเพลสแอปที่ครอบคลุมหรือผสานการทำงานสำเร็จรูปที่เชื่อมต่อกับเทคสแตกร้านออนไลน์ที่มีอยู่ |
การชำระเงินที่ยืดหยุ่น |
ขั้นตอนการชำระเงินที่ปรับแต่งได้ พร้อมตัวเลือกการชำระเงินด่วน โค้ดส่วนลด รวมถึงการรับสินค้าที่ร้าน |
|
การวิเคราะห์ข้อมูลและข้อมูลเชิงลึก |
รายงานที่ชัดเจนในทุกช่องทางเพื่อติดตามผลงาน |
ความสามารถแบบ Omnichannel |
ความสามารถในการจำหน่ายผ่านเว็บไซต์, มือถือ, แพลตฟอร์มโซเชียล, มาร์เก็ตเพลส รวมถึงหน้าร้านจริง |
การดูแลลูกค้า |
การเข้าถึงความช่วยเหลือที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีความรู้รองรับตลอด 24 ชั่วโมงเมื่อเกิดปัญหา |
การตลาดอัตโนมัติ |
เครื่องมือการตลาด เช่น การกู้คืนตะกร้าสินค้าที่ถูกทิ้ง แคมเปญอีเมล รวมถึงการรีทาร์เก็ตติงที่ฝังมาในแพลตฟอร์ม |
พื้นที่ในการขยายขนาด |
ฟังก์ชันขั้นสูงสำหรับการขายระหว่างประเทศ, คอมเมิร์ซ B2B, ช่องทางค้าส่ง, การดำเนินงานระดับองค์กร รวมถึงความสามารถในการจัดการแค็ตตาล็อกสินค้าที่ซับซ้อน |
ข้อควรคำนึงเรื่องขนาดธุรกิจ
ในโลกอุดมคติผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่เลือกควรจะเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ ตั้งแต่ตอนเป็นผู้ประกอบการเดี่ยว จนกลายเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่กำลังเติบโต ไปจนถึงการดำเนินงานระดับองค์กร ดังนั้นแล้วแม้โซลูชันแบบเรียบง่ายอาจดูน่าดึงดูดในฐานะโซลูชันในขั้นต้น แล้วค่อยย้ายไปยังแพลตฟอร์มที่มุ่งเน้นให้บริการในระดับองค์กรในภายหลัง ก็อาจต้องคำนึงถึงความยุ่งยากในการเปลี่ยนย้ายแพลตฟอร์มในอนาคตด้วย
ความต้องการเฉพาะอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ผู้ประกอบการยังจะต้องมั่นใจว่าความต้องการเฉพาะกลุ่มธุรกิจได้รับการตอบสนอง ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นผู้ขายแบบ B2B ก็ต้องมั่นใจว่าเทคโนโลยีร้านออนไลน์มีบัญชีบริษัทและราคาแบบสั่งทำ หากเป็นแบรนด์ที่ขายแบบสมัครสมาชิก ก็จะต้องพึ่งพาการเรียกเก็บเงินแบบต่อเนื่อง ในขณะที่ธุรกิจที่เน้นดิจิทัลก็ต้องมีวิธีส่งมอบสินค้าที่เรียบง่าย
Shopify ครอบคลุมทั้งหมดนี้ด้วยเครื่องมือในตัวและการผสานการทำงานกับแอป ตั้งแต่ช่องทางค้าส่งและแอปสมัครสมาชิก ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าดิจิทัล จึงเป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่นในทุกอุตสาหกรรม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ร้านออนไลน์แบบ SaaS
SaaS ย่อมาจากอะไร
SaaS หมายถึง "software-as-a-service" ซึ่งเป็นโมเดลการส่งมอบซอฟต์แวร์ที่ถูกโฮสต์และเปิดให้ใช้งานผ่านโลกออนไลน์โดยบุคคลที่สาม ด้วยโมเดลนี้ผู้ประกอบการจะสามารถเข้าถึงซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการผ่านเว็บได้จากทุกที่
Shopify เป็นบริษัท SaaS หรือไม่
Shopify เป็นบริษัท SaaS ที่ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์และเครื่องมือหลากหลายสำหรับร้านค้าออนไลน์ รวมถึงระบบ point-of-sale สำหรับค้าปลีกที่ทำงานแบบสมัครสมาชิกด้วย
SaaS ในร้านออนไลน์คืออะไร
ธุรกิจออนไลน์แบบ SaaS ให้บริการซอฟต์แวร์แก่ลูกค้าผ่านอินเทอร์เน็ต โดยธุรกิจ SaaS จะให้เข้าถึงซอฟต์แวร์โดยมากผ่านการสมัครสมาชิก และแทนที่จะจำหน่ายซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์ของลูกค้า ซอฟต์แวร์ในรูปแบบธุรกิจนี้ก็มักถูกโฮสต์บนเซิร์ฟเวอร์คลาวด์และเข้าถึงได้จากเว็บเบราว์เซอร์ใดก็ได้
ตัวอย่างของ SaaS มีอะไรบ้าง
ตัวอย่างของ SaaS หรือ software-as-a-service คือ Shopify แพลตฟอร์มร้านออนไลน์ชั้นนำของโลก
SaaS นับเป็นร้านออนไลน์หรือไม่
เครื่องมือ SaaS ไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มร้านออนไลน์ทั้งหมด แต่แพลตฟอร์มร้านออนไลน์จำนวนมากถูกส่งมอบในรูปแบบ SaaS พูดอีกอย่างคือในขณะที่ SaaS หมายถึงโมเดลการส่งมอบ (ซอฟต์แวร์ที่โฮสต์บนคลาวด์) แพลตฟอร์ม ร้านออนไลน์แบบ SaaS โดยเฉพาะจะมอบเครื่องมือในการขายสินค้าออนไลน์

