มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซ B2B ทั่วโลกแตะระดับ 19.34 ล้านล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเติบโตถึง 47.54 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ซึ่งใหญ่กว่าอีคอมเมิร์ซ B2C เกือบสามเท่า ส่วนตลาด B2C คาดว่าจะมีมูลค่า 17.77 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน
แล้วอะไรคือปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้
ลูกค้าธุรกิจยุคใหม่ต้องการประสบการณ์ที่ราบรื่น เหมือนกับตอนที่พวกเขาซื้อของในฐานะผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้านที่ให้บริการตัวเอง ราคาแบบเรียลไทม์ รวมถึงตัวเลือกการจัดส่งที่ยืดหยุ่น นอกจากนี้ ลูกค้าธุรกิจ B2B ยังคาดหวังฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น เงื่อนไขการชำระเงินสุทธิ แคตตาล็อกที่ปรับแต่งได้ และระบบสั่งซื้อจำนวนมาก
คอนเทนต์หน้านี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ B2B ในปัจจุบัน โมเดลธุรกิจที่ผู้ประกอบการ B2B ใช้เพื่อเติบโต การเปรียบเทียบระหว่าง B2B กับ B2C รวมถึงความท้าทาย เทรนด์ในปีนี้และแนวโน้มในอนาคต
B2B คืออะไร
B2B หรือ Business to Business คือโมเดลธุรกิจที่บริษัทขายสินค้าและบริการให้กับธุรกิจอื่น แทนที่จะขายตรงให้กับผู้บริโภค หากลูกค้าเป็นธุรกิจอีกแห่งหนึ่ง ไม่ว่าจะซื้อไปเพื่อขายต่อ จัดจำหน่าย หรือใช้ในการดำเนินงาน นั่นก็คือ B2B
หลายคนนึกถึงบริษัทซอฟต์แวร์เมื่อได้ยินคำว่า B2B และใช่แล้ว โมเดลธุรกิจนี้รวมถึงแพลตฟอร์มเทคโนโลยีสารสนเทศที่ขายโปรแกรมอีเมล ซอฟต์แวร์จัดการสินค้าในสต๊อก หรือแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูลให้กับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ
แต่โลกของ B2B ใหญ่กว่าซอฟต์แวร์เป็นบริการ (SaaS) มาก เพราะในวงการ B2B ยังรวมถึง
- ผู้ค้าส่งที่จัดหาสินค้าให้กับร้านค้าปลีก
- ผู้ผลิตที่ผลิต SKU จำนวนมากสำหรับแบรนด์ไพรเวทเลเบล
- พาร์ทเนอร์ด้านโลจิสติกส์ ซัพพลายเออร์ รวมถึงเอเจนซีที่อยู่เบื้องหลังการดำเนินงานอีคอมเมิร์ซ
ยกตัวอย่างเช่น Filtrous David Yadzi เปิดธุรกิจจากโรงรถบ้าน โดยขายฟิลเตอร์กระบอกฉีดยาระดับห้องแล็บให้กับบริษัทอื่น ซึ่งปัจจุบัน Filtrous ให้บริการมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส และห้องแล็บทั่วโลก ด้วยประสบการณ์ค้าส่ง B2B สมัยใหม่ที่สร้างบน Shopify
หลังจากประสบปัญหาในการขยายธุรกิจและติดตามงานขณะใช้ BigCommerce บริษัท Filtrous เปลี่ยนมาใช้ Shopify และเปิดตัวได้ภายใน 63 วัน พร้อมผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ
- อัตราคอนเวอร์ชันจากช่องทางออร์แกนิกเพิ่มขึ้น 27%
- ส่วนของฝ่ายขายและซัพพอร์ตประหยัดเวลาทำงานด้วยตนเอง 12 ชั่วโมง/สัปดาห์
- การสั่งซื้อแบบเซลฟ์เซิร์ฟที่รวดเร็วขึ้นและสายจากลูกค้าลดลง
"เรามั่นใจว่าไม่ว่ากิจการจะโตเร็วหรือมีออเดอร์ต่อวันเยอะแค่ไหน Shopify ก็รองรับได้" Yin Fu ผู้อำนวยการฝ่ายอีคอมเมิร์ซของ Filtrous กล่าว
ตัวอย่างธุรกิจ B2B
นี่คือตัวอย่างที่น่าสนใจของบริษัท B2B ในโลกคอมเมิร์ซ
- Faire: เชื่อมโยงแบรนด์อิสระกับผู้ซื้อค้าปลีก สมมติว่าทำเทียนถั่วเหลืองหรือผ้ากันเปื้อนผ้าลินินด้วยมือ ระบบของ Faire รองรับฟรีเจอร์สำหรับลิสต์สินค้า เพื่อให้บูติกและเจ้าของร้านสั่งซื้อจำนวนมากได้ ผู้ซื้อได้เงื่อนไขการชำระเงินแบบเครดิต ผู้ขายได้โอกาสขายส่ง ผู้บริโภคไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในธุรกรรมนี้เลย
- EcoEnclose: ร้านขายซองไปรษณีย์ย่อยสลายได้ กล่องจัดส่งรีไซเคิล และอุปกรณ์บรรจุภัณฑ์แบบกำหนดเองให้กับบริษัทอีคอมเมิร์ซ โดยตัวอย่างออเดอร์ B2B ที่ EcoEnclose รองรับก็อย่างเช่น บริษัท A ต้องการกล่องติดแบรนด์ 2,000 ใบภายในศุกร์หน้า เป็นต้น
- Shopify: เป็นธุรกิจ B2B ตัวอย่างที่ชัดเจน เราไม่ได้ขายสินค้าให้กับผู้บริโภค แต่ขายแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนแบรนด์ B2C (และ B2B) หลายพันแห่ง ไม่ว่าจะเป็นร้านเทียนเล็กๆ หรือผู้ค้าปลีกระดับโลก ต่างก็ซื้อเครื่องมือธุรกิจเพื่อบริหารร้าน ซึ่งนี่ถือเป็น B2B อย่างแท้จริง
โมเดลธุรกิจ B2B ประเภทต่างๆ
ธุรกิจ B2B ไม่ได้ดำเนินการแบบเดียวกันทั้งหมด บางแห่งเจาะลึกในตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) บางแห่งขยายฐานเน้นครอบคลุมตลาดกว้างๆ และบางแห่งผสมผสานระหว่าง B2B กับ B2C
นี่คือโมเดลธุรกิจ B2B หลัก 3 แบบที่ควรรู้จัก
ธุรกิจ B2B แนวดิ่ง
ธุรกิจแบบ Vertical B2B คือการให้บริการที่เจาะจงไปยัง อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หรือซัพพลายเชนเฉพาะด้านโดยเฉพาะ (หรือที่เรียกกันว่า "vertical") ไม่ว่าจะเป็นตัวผลิตภัณฑ์ ฟีเจอร์การใช้งาน หรือจุดบริการลูกค้า (Touchpoint) ทุกอย่างจะถูกออกแบบมาเพื่ออุตสาหกรรมนั้นเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นการเน้นทำตลาดแบบ "เจาะลึก" แทนที่จะเน้นความหลากหลาย
ตัวอย่างเช่น Chemnet ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายระดับโลกที่สร้างมาเพื่อการค้าเคมีภัณฑ์โดยเฉพาะ หรือ Machinio ที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อผู้ซื้อและผู้ขายเครื่องจักรกลมืออาชีพในโรงงานอุตสาหกรรม
Vertical B2B เปรียบเสมือน ระบบนิเวศที่ออกแบบมาเฉพาะทาง โดยมีการคัดสรรสินค้า (Inventory) ที่ตรงจุด มีเครื่องมือจัดการโลจิสติกส์ในตัว และมีข้อมูลเชิงลึกที่ตอบโจทย์เฉพาะเซกเตอร์นั้นๆ พวกเขารู้ใจผู้ซื้ออย่างถ่องแท้ และมักจะส่งมอบโซลูชันได้ดีกว่าแพลตฟอร์มทั่วไป (Generalist)
ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยกให้ Vertical B2B เป็น "อนาคตของอีคอมเมิร์ซ" อย่างไรก็ตาม ความเฉพาะเจาะจงนี้ก็มีสิ่งที่ต้องแลกมา เพราะการขยายขนาดธุรกิจ (Scaling) ต้องใช้เวลา การหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูง และสินค้ามักจะจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มซัพพลายเออร์เฉพาะรายเท่านั้น นอกจากนี้ การแข่งขันยังเริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon และ Alibaba เริ่มหันมาให้ความสนใจในการขยายตลาดเข้าสู่แนวดิ่งนี้เช่นกัน
ธุรกิจ B2B แนวราบ
รกิจแบบ Horizontal B2B คือการให้บริการกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลายด้วยโซลูชันหลักชุดเดียวกัน แทนที่จะมุ่งเน้นเจาะลึกไปที่อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาเลือกที่จะแก้ปัญหาพื้นฐานที่ทุกธุรกิจต้องเจอเหมือนกัน เช่น ระบบชำระเงิน, บรรจุภัณฑ์ หรือการสื่อสารภายในองค์กร
- เกตเวย์รับชำระเงินที่จัดการธุรกรรมให้กับร้านดอกไม้ บริษัท SaaS รวมถึงร้านค้าปลีก
- ซัพพลายเออร์บรรจุภัณฑ์ที่ขายซองไปรษณีย์ติดแบรนด์ให้กับแบรนด์เครื่องสำอาง ร้านหนังสือ และร้านกาแฟคั่วเมล็ด
หรือพิจารณาแพลตฟอร์มอย่าง Slack ที่เป็นเครื่องมือการสื่อสารในทีมสำหรับบริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น Shopify, IBM, T-Mobile, Target, Uber รวมถึง Etsy
ผลิตภัณฑ์ยังคงเหมือนเดิมเป็นส่วนใหญ่ แต่กรณีการใช้งานแตกต่างกัน
ข้อดีคือการขยายตัวแบบธุรกิจแนวราบสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะโมเดลแนวราบสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและรองรับฐานลูกค้าจำนวนมากได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งเมื่อขยับไปจับอุตสาหกรรมใหม่
แต่การขยายฐานกว้างก็มีข้อจำกัด การวางตำแหน่งที่กว้างอาจทำให้โดดเด่นได้ยากขึ้น และฟีเจอร์ที่เหมาะกับอุตสาหกรรมหนึ่งอาจไม่ตรงกับอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง
B2B2C โมเดลแบบผสมผสาน
ในโมเดลธุรกิจแบบ Business-to-Business-to-Consumer (B2B2C) คุณจะขายสินค้าหรือบริการให้กับ "ธุรกิจ" เพื่อให้เข้าถึง "ผู้บริโภครายย่อย" อีกทีหนึ่ง โดยอาจจะเข้าถึงผ่านพันธมิตรทางธุรกิจโดยตรง หรือทำควบคู่ไปกับการขายให้ผู้บริโภคเองด้วยก็ได้
ตัวอย่างธุรกิจที่ดีและทำกำไรได้มากที่สุดของโมเดล B2B2C คือ Amazon
เมื่อ Amazon เปิดแพลตฟอร์มให้กับผู้ขายบุคคลที่สาม แบรนด์ B2B สามารถลิสต์สินค้าและเข้าถึงลูกค้านับล้านโดยไม่ต้องสร้างเครือข่ายจัดจำหน่ายเอง และมันได้ผล
ในปี 2024 ผู้ขายบุคคลที่สามคิดเป็นส่วนใหญ่ถึง 60% ของรายได้ 630,000 ล้านดอลลาร์ของ Amazon
App Store ก็ทำงานแบบเดียวกัน โดย App Store ของ Apple และ Google Play ช่วยให้บริษัทซอฟต์แวร์ (B2B) จัดจำหน่ายตรงถึงผู้ใช้มือถือ (B2C) ภายในระบบที่น่าเชื่อถือ เรียกได้ว่าเป็น "ตลาดเดียวที่ตอบโจทย์ลูกค้าสองกลุ่ม"
ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นในนามองค์กรหรือผู้บริโภคต่างก็ต้องการสิ่งเดียวกัน คือ ตัวเลือก ความเร็ว และความโปร่งใส และโมเดลธุรกิจแบบ B2B2C ช่วยให้ผู้ขายสามารถไปดักรอพบลูกค้าได้ในที่ที่พวกเขาอยู่ ในขณะที่ผู้ขายเองยังคงสามารถควบคุมประสบการณ์การใช้งานบางส่วนได้
ความท้าทายหลักคือการจัดการตรรกะด้านราคาสินค้าให้ชัดเจน การทำให้ทั้งสองฝ่ายเห็นจำนวนสินค้าในสต๊อกตรงกัน รวมถึงการสื่อสารที่ต้องโดนใจทั้ง "หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ" ของบริษัท และ "นักช้อปทั่วไป" ที่เพิ่งเคยซื้อครั้งแรก
B2B กับ B2C ต่างกันอย่างไร
โมเดลธุรกิจแบบ Business-to-Business (B2B) นั้นมีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกับการขายให้ผู้บริโภคโดยตรง (B2C) ทั้งในแง่ของ "เดิมพัน" ที่สูงกว่า และกระบวนการตัดสินใจที่ซับซ้อนกว่า
วิธีที่ชัดเจนที่สุดในการทำความเข้าใจว่าทำไมกลยุทธ์ของ B2B และ B2C ถึงเดินไปคนละทาง คือการย้อนกลับไปดูว่า "ใครคือผู้รับปลายทาง" และกลุ่มเป้าหมายนั้นมีความหนาแน่นมากน้อยแค่ไหน
Brad Hall ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ SONU Sleep ได้อธิบายไว้ว่า: "ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่าง B2B และ B2C คือกลุ่มเป้าหมายของคุณ และขนาดของกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ"
เขากล่าวเสริมว่า "B2B คือการนำเสนอต่อคนกลุ่มเล็กกว่า ซึ่งมักจะมีเป้าหมายร่วมกันบางอย่าง ดังนั้นจึงต้องการกลยุทธ์การขายและการตลาดที่เฉพาะเจาะจงมาก (Tailored) แต่ข้อได้เปรียบของ B2C คือการมี 'ปลาให้เลือกตก' จำนวนมหาศาล ถ้าตัวหนึ่งไม่กินเหยื่อ เราก็ยังมีโอกาสจากตัวอื่นๆ อีกมาก"
และนี่คือตารางสรุปความแตกต่างหลักระหว่างอีคอมเมิร์ซ B2B และ B2C
|
หัวข้อเปรียบเทียบ |
B2B |
B2C |
ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
|
กระบวนการตัดสินใจ |
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย เช่น กฎหมาย จัดซื้อ ไอที |
คนเดียว รวดเร็ว ไม่เป็นทางการ มักขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ |
|
|
วงจรการขาย |
ตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์ถึงหลายเดือน และบางครั้งหลายปี |
สั้น เกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่นาทีหรือไม่กี่วัน |
|
|
การตั้งราคา |
แบบขั้นบันได เจรจาได้ หรือปรับแต่งตามบัญชี |
คงที่และเปิดเผย เหมือนกันสำหรับลูกค้าทุกคน |
|
|
รูปแบบความสัมพันธ์ |
ระยะยาว สร้างจากคำสั่งซื้อซ้ำ การบริการ และความน่าเชื่อถือ |
เป็นธุรกรรมหรือขับเคลื่อนด้วยความภักดีต่อแบรนด์ |
|
|
ขั้นตอนการสั่งซื้อ |
มักเริ่มต้นด้วยคำขอเสนอราคาอย่างเป็นทางการ (RFP) ซึ่งเป็นเอกสารที่มีโครงสร้างเชิญผู้ขายส่งข้อเสนอ ตามด้วยการประเมินภายใน การตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด และการเจรจาสัญญา |
ได้รับอิทธิพลจากรีวิว เรตติ้ง คำแนะนำจากเพื่อน และตัวเลือกชำระเงินที่รวดเร็ว |
|
แม้ว่า B2B อาจรู้สึกมีโครงสร้างมากกว่าและเคลื่อนไหวช้ากว่า B2C แต่ก็เปิดโอกาสให้มีมูลค่าคำสั่งซื้อที่ใหญ่ขึ้น รายได้ซ้ำ และความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ฟังจาก Bernie Schott เจ้าของและ CEO ของ REECH ที่กล่าวว่า "ลูกค้า REECH โดยทั่วไปซื้อเสื่อโยคะทุก 1 ถึง 2 ปีเท่านั้น แต่สตูดิโอที่สต็อกเสื่อ REECH มักจะซื้อ 10 ผืนทุก 2 เดือน"
แบรนด์ Shopify ที่ขาย B2B มีคำสั่งซื้อซ้ำมากกว่า DTC ถึง 3.2 เท่า แสดงให้เห็นถึงปริมาณที่สูงขึ้นและลักษณะการซื้อซ้ำของผู้ซื้อธุรกิจ
แต่ถ้าไม่อยากเลือกแค่โมเดลธุรกิจเดียวล่ะ
B2B ไม่ได้แปลว่าต้องทิ้ง B2Cเสมอไป
ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการขายให้กับธุรกิจหรือขายให้กับผู้บริโภค หลายบริษัททำทั้งสองอย่าง และทำได้ดีด้วย ตัวอย่างเช่น แบรนด์โทรศัพท์มือถืออาจจัดส่งอุปกรณ์หลายพันเครื่องให้กับผู้ให้บริการโทรคมนาคม และขายตรงผ่านร้านค้าออนไลน์ของตัวเองด้วย
โดยพื้นฐานแล้ว สินค้าหรือบริการเดียวกัน เพียงแค่ปรับเปลี่ยนแพ็กเกจให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม
ยกตัวอย่าง CeramicSpeed ผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานระดับพรีเมียมจากเดนมาร์ก ขายให้กับนักปั่นทั่วไป ร้านจักรยาน และโรงงานผลิต (OEM) ในกว่า 50 ประเทศ ทั้งหมดจากร้าน Shopify เดียว
ความต้องการของพวกเขาเฉพาะเจาะจง
- ลูกค้า B2C: ต้องการเลือกดูสินค้าตามประเภทของเส้นทางที่ปั่น (Terrain type)
- ลูกค้าธุรกิจ (B2B): ค้นหาสินค้าด้วยรหัส SKU และต้องการระบบสั่งซื้อซ้ำที่รวดเร็วและไม่ยุ่งยาก
ตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้ Shopify ร้าน CeramicSpeed ก็สามารถปรับปรุงทั้ง 2 เรื่องให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าได้
- มูลค่าคำสั่งซื้อ B2C เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 29%
- อัตราคอนเวอร์ชัน B2C เพิ่มขึ้น 33%
- การสั่งซื้อ B2B ผ่านตัวแทนขายเร็วขึ้น 5% โดยใช้แอป Shopify มือถือ
ปัจจุบัน CeramicSpeed ใช้เว็บไซต์เดียว ขับเคลื่อนด้วยการผสานรวมอย่าง Klaviyo และ Shopify Subscriptions พร้อมเวิร์กโฟลว์ที่ปรับแต่งสำหรับผู้ซื้อแต่ละประเภท "ในสหรัฐอเมริกา ตัวแทนขายของเราขับรถไปยังร้านจักรยานต่างๆ และฟีเจอร์หนึ่งที่เราขาดไม่ได้คือแอป Shopify" Lukas L. Dalsgaard ผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซของ CeramicSpeed กล่าว
การบริหารทั้งสองด้านของธุรกิจ B2B และ B2C ต้องการกลไกที่แตกต่างกัน
และแม้ว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B อย่าง Shopify จะช่วยรวมทั้งสองไว้ภายใต้หลังคาเดียวกันได้ แต่การขายให้กับธุรกิจอื่นก็มาพร้อมกับความท้าทายเฉพาะตัว
มาดูกันต่อว่าธุรกิจ B2B เผชิญกับความยากลำบากด้านไหนบ้าง
ความท้าทายที่พบบ่อยในธุรกิจ B2B
ตลาด B2B น่าตื่นเต้น มักทำกำไรได้งาม และซับซ้อน หากคุณกำลังก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์ระดับองค์กร นี่คือสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมและวิธีปรับตัว
วงจรการขายที่ยาวนาน
ในการทำ B2B คุณไม่ได้ขายของให้คนแค่คนเดียว จากการสำรวจของ Databox การตัดสินใจซื้อในระดับธุรกิจโดยเฉลี่ยใช้เวลา 3-5 เดือน และเส้นทางการซื้อไม่ได้เป็นเส้นตรง จำนวนครั้งที่ลูกค้าติดต่อกับแบรนด์ขึ้นอยู่กับขนาดดีลและอุตสาหกรรม แต่การศึกษาจากเว็บต่างๆ รายงานว่ามีตั้งแต่ 11 ถึง 60 จุดสัมผัสหรือมากกว่าต่อผู้ซื้อ B2B 1 ราย
ความซับซ้อนนั้นหมายถึงแต่ละดีลจะค่อยๆ ขยับไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ไม่ได้จบลงด้วยการคลิกซื้อทันทีเหมือน B2C ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ Kevin Callahan ผู้ร่วมก่อตั้ง Flatline Van Co. สรุปได้ดี
"ส่วนใหญ่แล้ว" Kevin กล่าว "ธุรกรรมอีคอมเมิร์ซ B2C มีกระบวนการซื้อขั้นตอนเดียวที่ส่งผลให้วงจรการขายสั้นลง สำหรับธุรกรรม B2B กระบวนการซื้อมักเป็นหลายขั้นตอนเสมอ และเกี่ยวข้องกับการสื่อสารมากกว่า B2C ส่งผลให้วงจรการขายยาวนานขึ้นโดยรวม"
วงจรการขาย B2B ที่ยาวนานอาจกดดันกระแสเงินสด อุดตันไปป์ไลน์ และทำให้การคาดการณ์ยืดเยื้อ และนี่คือวิธีข้ามผ่านอุปสรรคเหล่านี้
- ลงทุนด้าน SEO: ผู้ซื้อ B2B มักใช้เวลาในการค้นคว้าข้อมูล ดังนั้นคุณต้องไปปรากฏตัวในที่ที่พวกเขาหาข้อมูลอยู่ การทำบล็อกให้ความรู้สม่ำเสมอ (9 โพสต์ขึ้นไปต่อเดือน) ช่วยเพิ่มยอดเข้าชมจาก Google แบบออร์แกนิกได้ถึง 35.8% ต่อปี ซึ่งได้ผลดีกว่าการโพสต์น้อยๆ อย่างชัดเจน แม้แต่คำค้นหาทางเทคนิคที่มีคนค้นหาไม่มาก ก็สามารถดึงดูดกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจที่มีความตั้งใจจะซื้อสูงได้ คุณควรทำเนื้อหาที่ตอบโจทย์ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตั้งแต่บทความอธิบายเบื้องต้นไปจนถึงเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์เชิงลึก
- ให้เส้นทางที่ชัดเจนแก่ผู้ซื้อที่มีศักยภาพ โดยไม่ต้องโทรทุกครั้ง: เครื่องมือ B2B ของ Shopify ช่วยให้ส่งใบสั่งซื้อฉบับร่าง เสนอเงื่อนไขการชำระเงินแบบเครดิต และเปิดใช้งานการสั่งซื้อซ้ำด้วยตัวเองตั้งแต่วันแรก นี่คือวิธีรักษาดีลให้อุ่นอยู่เสมอ ในขณะที่ฝั่งผู้ซื้อกำลังดำเนินการขออนุมัติจากฝ่ายการเงิน ฝ่ายกฎหมาย หรือฝ่ายไอทีภายในองค์กรของเขา
ความเสี่ยงจากการพึ่งลูกค้าเพียงไม่กี่ราย
ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่มักนำรายได้มหาศาล แต่ถ้าธุรกิจพึ่งพาผู้ซื้อเพียงไม่กี่รายมากเกินไปก็มีความเสี่ยง
การกระจุกตัวของลูกค้าสูงจะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้ารายใดรายหนึ่งคิดเป็น 20% หรือมากกว่าของรายได้ หากผู้ซื้อรายนั้นชะลอการชำระเงิน เจรจาเงื่อนไขใหม่ หรือถอนตัว จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระแสเงินสด
คุณคงไม่อยากให้ผู้ซื้อรายเดียวมากุมชะตาชีวิตทางการเงินของคุณไว้เพียงผู้เดียว ดังนั้น การกระจายฐานลูกค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อปกป้องกำไรของธุรกิจครับ
นี่คือเคล็ดลับในการลดความเสี่ยง
- ติดตามรายได้อย่างละเอียดในระดับรายบัญชีลูกค้า แม้แต่ตาราง Spreadsheet ง่ายๆ ก็สามารถบอกได้ว่าใครสร้างรายได้เท่าไหร่ แต่การใช้รายงานยอดขายของ Shopify จะช่วยให้ง่ายขึ้นไปอีก คุณสามารถดูการกระจายรายได้ในแต่ละบัญชีลูกค้าได้ทันที เพื่อประเมินว่าคุณกำลังพึ่งพาใครคนใดคนหนึ่งมากเกินไปหรือไม่
- สร้างสมดุลให้ฐานลูกค้า: ลองขยายตลาดไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ, สลับช่วงเวลาสิ้นสุดสัญญาให้ไม่ตรงกันเพื่อกระจายความเสี่ยง หรือรุกตลาดกลุ่มลูกค้าระดับกลางอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจของคุณไม่ได้พึ่งพายอดสั่งซื้อจากบริษัทใดบริษัทหนึ่งมากจนเกินไป
การปรับแต่งเฉพาะรายในสเกลใหญ่
ผู้ซื้อกลุ่ม B2B มักต้องการอะไรที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นราคาส่วนลดเฉพาะตัว, รูปแบบสินค้าสั่งทำพิเศษ, เงื่อนไขการส่งสินค้าที่ตกลงกันไว้ ไปจนถึงกำหนดการชำระเงินที่ยืดหยุ่น
การศึกษาพฤษภาคมเมื่อปีที่ผ่านมา จาก Adobe และ Forrester พบว่าเกือบ 3 ใน 4 ของผู้บริโภคและผู้ซื้อ B2B กล่าวว่าแบรนด์ควรเข้าใจว่าเมื่อไหร่ ที่ไหน และอย่างไรที่พวกเขาต้องการการโต้ตอบแบบเฉพาะบุคคล แต่ผู้ซื้อ 53% ที่บ่นว่าแบรนด์ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจจริงๆ ว่าจังหวะไหนที่ควรให้ความสำคัญกับการดูแลแบบพิเศษนี้
การปรับแต่งทุกอย่างตามใจลูกค้ากลายเป็นงานช้างทันที เมื่อคุณต้องดูแลบัญชีลูกค้าที่ไม่เหมือนกันเลยนับสิบหรือนับร้อยราย และนี่คือวิธีที่จะช่วยให้คุณก้าวผ่านอุปสรรคนี้ครับ
- สร้างมาตรฐานในส่วนที่ทำได้ และเน้นปรับตามใจในส่วนที่สำคัญ: สร้างเทมเพลตที่ใช้ซ้ำได้สำหรับใบเสนอราคา แคตตาล็อก และกฎภาษี จากนั้นเพิ่มการปรับแต่งระดับบัญชี
- Shopify Plus ทำให้ประสบการณ์การซื้อแบบคัสต้อมเป็นไปได้ โดยไม่ต้องมีทีมโปรแกรมเมอร์ตลอดเวลา: กำหนดแคตตาล็อกและลิสต์ราคาเฉพาะให้กับผู้ซื้อแต่ละราย การตั้งค่าเงื่อนไขการชำระเงินแบบเครดิตและภาษีตามทำเลที่ตั้ง การเชื่อมต่อกับเครื่องมือ CRM เพื่อรวมข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าไว้ในที่เดียว
จริงอยู่ที่ B2B มีความต้องการที่จุกจิกกว่า แต่ถ้าคุณทำได้สำเร็จ ผลลัพธ์จะเติบโตแบบก้าวกระโดด ปัจจุบันจำนวนผู้มีอำนาจตัดสินใจในฝั่ง B2B ที่กล้าใช้เงินสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์หรือมากกว่า ในการสั่งซื้อผ่านอีคอมเมิร์ซนั้นพุ่งสูงขึ้นถึง 83%
ธุรกิจ B2B ที่พร้อมจะคว้าโอกาสจากความเชื่อมั่นระดับนี้ คือธุรกิจที่มีระบบเทคโนโลยี (Tech stacks) ที่ถูกสร้างมาเพื่อรองรับความซับซ้อนได้โดยไม่พังลงมาเสียก่อน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ B2B
B2B คืออะไร
B2B ย่อมาจาก Business to Business หมายถึงธุรกรรมทางการค้าที่เกิดขึ้นระหว่างธุรกิจ 2 แห่ง ไม่ใช่ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภครายบุคคล ในโมเดล B2B บริษัทหนึ่งขายสินค้าและบริการหรือข้อมูล ให้กับอีกบริษัทหนึ่งที่ต้องการสำหรับการดำเนินงาน การผลิต หรือการขายต่อ
B2B คืออะไร ตัวอย่างมีอะไรบ้าง
B2B เกี่ยวข้องกับธุรกิจหนึ่งที่จัดหาสินค้าหรือบริการให้กับอีกธุรกิจหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ซัพพลายเออร์ขายวัตถุดิบ (ธุรกิจ A) ขายผ้าจำนวนมากให้กับแบรนด์เสื้อผ้า (ธุรกิจ B) เพื่อนำไปใช้ในการผลิตคอลเลกชันเสื้อผ้าของแบรนด์
B2B และ B2C คืออะไรและต่างกันอย่างไร
B2B (Business to Business) เกี่ยวข้องกับธุรกรรมระหว่างธุรกิจ 2 แห่ง ลูกค้าเป้าหมายคือบริษัทอีกแห่ง และการขายมักเกี่ยวข้องกับปริมาณที่ใหญ่ขึ้น วงจรการขายที่ยาวนานขึ้น และกระบวนการตัดสินใจที่ซับซ้อนขึ้นระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย
B2C (Business to Consumer) เกี่ยวข้องกับธุรกรรมโดยตรงระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภครายบุคคล กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือผู้ใช้งานจริง วงจรการขายโดยทั่วไปสั้นกว่า และการซื้อมักขับเคลื่อนด้วยความชอบส่วนตัว ราคา และความสะดวก
ขนาดตลาด B2B ใหญ่แค่ไหน
ตลาดอีคอมเมิร์ซ B2B ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 32.11 ล้านล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมาและคาดว่าจะเติบโตด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 14.5% จนแตะระดับ 36.16 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปีนี้


