ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตลาดค้าส่งยังคงเติบโตต่อเนื่อง และจะอยู่กับธุรกิจไปอีกนาน อีคอมเมิร์ซทำให้โลกของการขายส่งเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้าปลีกที่มีชื่อเสียงหรือผู้สร้างสรรค์อิสระที่กำลังคิดจะเตรียมธุรกิจสำหรับการขายส่ง
บางครั้งเราอาจมองไม่เห็นภาพรวมเพราะจมอยู่กับรายละเอียด ธุรกิจพร้อมที่จะเปลี่ยนจากการขายปลีกเป็นขายส่งแล้วหรือยัง จะหาแหล่งสินค้าและวางแผนพื้นที่จัดเก็บอย่างไร มีหลายอย่างต้องพิจารณา และนั่นยังไม่รวมถึงศัพท์เฉพาะในโลกของการขายส่งด้วย
เพราะคำอย่าง RMA หรือ MOQ คืออะไรกันแน่? โลกของการค้าส่งเต็มไปด้วยตัวย่อและคำศัพท์เฉพาะที่ต้องทำความเข้าใจ และหลายครั้งก็ดูเหมือนทุกคนจะรู้ความหมายกันหมดแล้ว (จริง ๆ ไม่เสมอไป)
นี่คือเหตุผลที่เราจัดทำคู่มือนี้ขึ้นมา ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่กำลังเริ่มต้นจากไอเดียธุรกิจใหญ่ในบ้าน เป็นเจ้าของร้านค้ามากประสบการณ์ที่อยากขยายสู่ค้าส่ง หรืออยู่ในช่วงกลางของการเติบโต คอนเทนต์ในหน้านี้ครอบคลุมศัพท์เฉพาะธุรกิจค้าส่งที่สำคัญ และสื่อสารเรื่องงานได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
(หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณควรเน้นค้าส่งหรือค้าปลีก เรายังมีบทความที่อธิบายความแตกต่างของทั้งสองรูปแบบไว้อย่างละเอียดเช่นกัน)
ความหลากหลายของสินค้า (Assortment)
กลุ่มสินค้า หรือความหลากหลายของสินค้าและไลน์สินค้าที่ธุรกิจผลิตหรือเปิดขาย โดยความหลากหลายของสินค้าที่ดีมักประกอบด้วยความหลากหลายมากมาย เช่น ประเภทสินค้า ขนาด สี และอื่นๆ
Backorder (ออเดอร์ค้างส่ง)
คำสั่งซื้อค้างส่งคือสินค้าที่ได้รับคำสั่งซื้อแล้วแต่จัดส่งไม่ได้ในทันที มักเกิดจากสต็อกต่ำหรือของไม่พอ หรือมีการรับพรีออเดอร์ (มีการรับออเดอร์ก่อนผลิตสินค้า) วิธีที่ดีในการจัดการคือจัดส่งสินค้าที่มีสต็อกก่อน แล้วค่อยส่งสินค้าที่ขาดตามไปภายหลังเมื่อมีสต๊อกอีกครั้ง
Billing Address (ที่อยู่สำหรับออกบิล)
ที่อยู่ที่ส่งใบแจ้งหนี้หรือบิลให้ลูกค้า (ไม่ใช่ที่อยู่จัดส่ง) ที่อยู่จัดส่งและที่อยู่สำหรับออกบิลมักจะเหมือนกันในหลายกรณี แต่ที่อยู่สำหรับออกบิลอาจเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทผู้ค้าปลีก ในขณะที่ที่อยู่จัดส่งคือสถานที่ตั้งร้านค้าปลีกจริง
Brand (แบรนด์)
ชื่อ ภาพลักษณ์ และองค์ประกอบโดยรวมที่ทำให้ธุรกิจของคุณแตกต่างจากคู่แข่ง การสร้างแบรนด์ที่ชัดเจนช่วยให้ธุรกิจมีจุดยืนในตลาด สินค้าเป็นที่จดจำ และดึงดูดลูกค้าที่เหมาะกับธุรกิจได้มากขึ้น
Buybacks (การซื้อคืน)
การรับซื้อสินค้าคืนจากร้านค้า หากผู้ค้าปลีกยังมีสินค้าค้างสต๊อกขายไม่หมดไม่ว่าด้วยเหตุผลใด สามารถขอให้ผู้ขายส่งรับซื้อคืนได้ เงื่อนไขนี้มีประโยชน์มากเมื่อร้านค้าต้องการทดลองขายสินค้าใหม่หรือเปิดไลน์สินค้าใหม่ เพราะช่วยลดความเสี่ยง หากขายไม่ออกยังสามารถคืนสินค้าได้ บางครั้งเรียกว่า Guaranteed Order
Case Packs (ชุดบรรจุภัณฑ์)
การบรรจุสินค้าจำนวนหนึ่งเป็นชุด โดยเป็นสินค้าที่ใช้ SKU เดียวกันหรือเป็นสินค้ารหัสเดียวกัน คำว่า Case Pack Quantity หมายถึงจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำต่อกล่องหรือต่อชุดที่ผู้ขายพร้อมจัดส่ง ซึ่งมักกำหนดตามความคุ้มค่าในการแพ็กสินค้าและการขนส่ง
Collect on Delivery / Cash on Delivery (COD) (เก็บเงินปลายทาง)
การชำระเงินปลายทาง คือผู้ค้าปลีกชำระค่าสินค้าเมื่อได้รับของ แทนการจ่ายเงินตั้งแต่ตอนสั่งซื้อ รูปแบบนี้ช่วยให้ผู้ซื้อมั่นใจมากขึ้น และยังเป็นวิธีชำระเงินที่นิยมในหลายตลาด
Catalog (แคตตาล็อก)
แคตตาล็อกแสดงสินค้าที่ขายทั้งออนไลน์หรือออฟไลน์ แคตตาล็อกควรรวมทุกอย่างที่ทำให้สินค้าโดดเด่นต่อผู้ค้าปลีก ตั้งแต่รูปภาพ รายละเอียดสินค้า ราคา ฯลฯ เรียกอีกอย่างว่าไลน์ชีต แคตตาล็อกมักมีสไตล์ในการนำเสนอ ในขณะที่ไลน์ชีตเป็นภาพรวมพื้นฐานของสินค้ามากกว่า
Chargebacks (การเรียกเงินคืน)
การเรียกเงินคืน คือจำนวนเงินที่คืนให้กับบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิตของลูกค้า มักเกิดขึ้นหากลูกค้าโต้แย้งการชำระเงินด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทั้งลูกค้าและธนาคารสามารถเริ่มการเรียกเงินคืนได้ (ซึ่งแตกต่างจากการคืนเงิน ซึ่งมักดำเนินการโดยบริษัทเอง)
Cost of Goods Sold (COGS) (ต้นทุนขาย)
COGS ช่วยคำนวณต้นทุนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้า สูตรพื้นฐานสำหรับ COGS คือ: สินค้าคงคลังต้นงวด (ต้นปี) + การซื้อในงวดปัจจุบัน - สินค้าคงคลังปลายงวด (สิ้นปี)
Collection (คอลเลกชัน)
กลุ่มสินค้าที่เข้ากันภายใต้ธีมเฉพาะ (เช่น คอลเลกชันคริสต์มาส, ของจำเป็นสำหรับเปิดเทอม ฯลฯ) หรือสินค้าที่ขายเป็นชุด
Consignment (การฝากขาย)
การขายสินค้าแบบฝากขายหมายความว่าสามารถวางสินค้าในร้านได้ แต่จะไม่ได้รับเงินจนกว่าสินค้าจะขายได้จริง สินค้าที่ขายไม่ได้มักจะถูกส่งคืน
Direct-to-Consumer (D2C) (ขายตรงถึงผู้บริโภค)
ขายตรงให้กับลูกค้าผ่านเว็บไซต์ (หรือตลาดออนไลน์) เช่น eBay หรือ Shopify การขายส่งแตกต่างจาก D2C ตรงที่ขายเป็นจำนวนมากให้กับลูกค้า และลูกค้ามักเป็นตลาดหรือผู้ค้าปลีก มากกว่าผู้บริโภค
Delivery Window (ช่วงเวลาการจัดส่ง)
ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดส่งสินค้า เช่น มาตรฐาน ด่วน ฯลฯ ช่วงเวลานี้สามารถเลือกได้โดยลูกค้าหรือผู้ขายเมื่อมีการสั่งซื้อ
Distribution Center (DC) (ศูนย์กระจายสินค้า)
อาคารจัดเก็บและจัดส่งที่สามารถเก็บสินค้าได้ ผู้ค้าปลีกรายใหญ่มักให้จัดส่งสินค้าไปยังศูนย์กระจายสินค้าก่อนที่จะกระจายไปยังร้านค้าต่างๆ วิธีนี้ช่วยลดต้นทุนการขนส่งและค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์อื่นๆ
Dropshipping (ดรอปชิป)
ดรอปชิปเป็นวิธีการหาแหล่งสินค้าสำหรับร้านค้าออนไลน์ ด้วยดรอปชิปปิ้ง จะใช้ซัพพลายเออร์ที่เก็บและจัดส่งสินค้าแทน ซึ่งช่วยประหยัดเวลา พื้นที่ และเงิน เพราะไม่ต้องนั่งกับกล่องสต็อกมากมายที่อาจขายได้หรือไม่ได้ เมื่อมีคำสั่งซื้อเท่านั้นที่ซัพพลายเออร์จะหาและจัดส่งสินค้าให้
สำหรับผู้ใช้ Shopify Collective ให้การเข้าถึงแบรนด์ Shopify ที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว เป็นทางเลือกแทนซัพพลายเออร์ดรอปชิปปิ้งแบบดั้งเดิม มักมีอัตรากำไรและเงื่อนไขการจัดส่งที่ดีกว่า
Estimated Time of Arrival (ETA) (เวลาถึงโดยประมาณ)
ETA มักกำหนดโดยผู้ขายและบอกผู้ซื้อถึงวันและเวลาโดยประมาณที่สินค้าจะมาถึงที่อยู่จัดส่ง
Exclusivity (สิทธิ์พิเศษเฉพาะ)
ผู้ขายส่งสามารถเลือกที่จะให้สิทธิ์พิเศษเฉพาะกับผู้ค้าปลีกรายหนึ่ง มักเกิดขึ้นในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เฉพาะหรือเมื่อผู้ค้าปลีกต้องการขายสายผลิตภัณฑ์เฉพาะโดยไม่มีการแข่งขันโดยตรง
Exporter (ผู้ส่งออก)
ผู้ส่งออกมักจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าขายส่งในต่างประเทศ
Importer (ผู้นำเข้า)
ผู้นำเข้ามักนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศที่ทำธุรกิจ จากนั้นจึงขายสินค้านำเข้าเหล่านั้นให้กับลูกค้าขายส่ง
Invoice (ใบแจ้งหนี้)
เอกสารที่ส่งให้ผู้ค้าปลีกเมื่อผู้ค้าปลีกสั่งซื้อและยืนยันคำสั่งซื้อกับธุรกิจแล้ว มักเป็น PDF หรืออีเมล ในอุตสาหกรรมขายส่ง ควรระบุราคาปกติของสินค้า ส่วนลดขายส่งที่ลูกค้าได้รับจากคำสั่งซื้อ และราคาขายส่งที่เรียกเก็บ สามารถดูตัวอย่างใบแจ้งหนี้สำหรับธุรกิจทุกประเภทได้ที่นี่
Keystone/Keystone Markup (การกำหนดราคาแบบคีย์สโตน)
วิธีการบอกว่าเพิ่มราคา 50 เปอร์เซ็นต์ หมายถึงการเพิ่มราคาขายส่งเป็นสองเท่าเพื่อให้ได้ราคาปลีกแนะนำ เช่น หากราคาขายส่งคือ 5 ดอลลาร์ "การกำหนดราคาแบบคีย์สโตน" จะทำให้ราคาปลีกเป็น 10 ดอลลาร์
Lead Time (ระยะเวลาดำเนินการ)
เรียกอีกอย่างว่าเวลาดำเนินการ ระยะเวลา (มักเป็นวัน) ตั้งแต่สั่งซื้อจนถึงจัดส่งสินค้าจากผู้ขายส่งไปยังผู้ค้าปลีก
Line (สายผลิตภัณฑ์)
รายการสินค้าทั้งหมดที่ผู้ขายส่งมีจำหน่าย หรือชุดสินค้าที่อยู่ภายใต้แบรนด์เดียวกัน คำนี้อาจใช้แทนคำว่า Range of Products หรือ Product Line ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น หากร้านหนึ่งขายต่างหู สร้อยคอ แหวน และกำไลทั้งหมด สินค้าเหล่านี้รวมกันอาจเรียกว่า Line ของแบรนด์นั้น
Line Sheet (ไลน์ชีต)
เรียกอีกอย่างว่าสายผลิตภัณฑ์ เอกสารที่แสดงสายผลิตภัณฑ์ที่ผู้ขายส่งมี ผู้ค้าปลีกสามารถใช้ไลน์ชีตในการสั่งซื้อโดยระบุจำนวนของแต่ละรายการที่ต้องการ
Manufacturer (ผู้ผลิต)
บริษัทหรือบุคคลที่ผลิตสินค้าเพื่อขายให้กับผู้ซื้อขายส่ง (ในราคาขายส่ง)
Minimum Advertised Price (MAP) (ราคาโฆษณาขั้นต่ำ)
ราคา MAP คือราคาต่ำสุดที่ผู้ค้าปลีกสามารถแสดงสำหรับสินค้าออนไลน์หรือในโฆษณา ไม่ใช่ราคาต่ำสุดที่สามารถขายสินค้าในร้านได้
MSRP (ราคาปลีกแนะนำจากผู้ผลิต)
MSRP ย่อมาจาก Manufacturer's Suggested Retail Price หรือเรียกอีกอย่างว่าราคาปลีกแนะนำ (RRP) ราคาที่ผู้ขายส่งแนะนำให้ผู้ค้าปลีกเรียกเก็บสำหรับสินค้า
Margin (อัตรากำไร)
ความแตกต่างระหว่างราคาขายส่งและต้นทุนการผลิตจริง (เพื่อให้แน่ใจว่าทำกำไรได้จริงเมื่อขายในราคาขายส่ง)
Markup (การเพิ่มราคา)
จำนวนเงิน (หรือเปอร์เซ็นต์ความแตกต่าง) ระหว่างราคาขายส่งและราคาปลีก
Minimum Order Quantity (MOQ) (ปริมาณสั่งซื้อขั้นต่ำ)
เรียกอีกอย่างว่าคำสั่งซื้อขั้นต่ำ หรือขั้นต่ำจากซัพพลายเออร์ เป็นหนึ่งในคำศัพท์ที่สำคัญที่สุดในการขายส่ง ซึ่งหมายถึงจำนวนสินค้าขั้นต่ำต่อหนึ่งออเดอร์ เพื่อให้การขายนั้นคุ้มค่าและสร้างกำไรสำหรับผู้ขายส่ง ผู้ขายสามารถปรับ MOQ ตามประเภทสินค้า สี ขนาด ฯลฯ ตามที่เหมาะสมกับการตั้งค่าธุรกิจและไลน์สินค้า ซึ่งควรพิจารณาจากความหลากหลายของกลุ่มลูกค้า และความต้องการเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อให้ตั้ง MOQ ได้เหมาะสมที่สุดกับธุรกิจ
Minimum Retail Price (ราคาปลีกขั้นต่ำ)
ราคาปลีกขั้นต่ำที่ผู้ซื้อขายส่งควรปฏิบัติตามเมื่อนำสินค้าไปจำหน่ายต่อ
Net Payment Terms (เครดิตการชำระเงิน)
อีกหนึ่งคำที่พบได้บ่อยในธุรกิจขายส่ง โดย Net Payment Terms คือ เงื่อนไขระยะเวลาชำระเงินหลังออกใบแจ้งหนี้ ว่าผู้ค้าปลีกมีเวลานานเท่าไรในการชำระเงิน และครบกำหนดเมื่อใด ตัวอย่างเช่น เงื่อนไขการชำระเงิน 30 วัน หรือ net 30 หมายความว่าลูกค้ามีเวลา 30 วันจากสั่งซื้อ
โดยทั่วไป เงื่อนไขการชำระเงินสุทธิมี 30, 60 หรือ 90 วัน วิธีนี้ช่่วยให้ผู้ค้าปลีกสภาพคล่องทางการเงินก่อนที่นำสินค้าไปขายต่อ หรือดีกับการทดสอบตลาดของสินค้าใหม่ ระยะเวลาผ่อนผันนี้ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสต็อกสินค้าขายส่งเพิ่มเติมอีกด้วย
Open-to-Buy (งบสั่งซื้อสินค้า)
งบประมาณที่ผู้ค้าปลีกขายส่งมีสำหรับการสั่งซื้อ เอกสารนี้บางครั้งเรียกว่า "สมุดเช็ก" พราะใช้ดูภาพรวมของวงเงินคงเหลือที่ยังสามารถใช้สั่งสินค้าได้ง่าย ๆ คือ Open-to-buy หมายถึง จำนวนเงินที่ผู้ค้าปลีกยังมีงบพร้อมใช้ในการซื้อสินค้าเพิ่ม
Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน)
เงื่อนไขการชำระเงินที่ระบุในเอกสารเงื่อนไขการขายส่ง ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา วิธีการ และสถานที่ชำระเงินให้กับผู้ขายส่ง ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้ค้าปลีกควรทราบล่วงหน้า
Pick List (รายการหยิบสินค้า)
รายการที่ระบุว่าควร "หยิบ" สินค้าใดจากสต็อกขายส่งเพื่อจัดส่งตามออเดอร์ของผู้ค้าปลีก มักรวมปริมาณสินค้า/SKU เหมาะมากโดยเฉพาะสำหรับสำหรับธุรกิจที่มีสินค้าจำนวนมากหรือมี SKU หลากหลาย
Point of Sale (จุดขาย)
จุดที่ผู้ขายส่งรับชำระเงินจากผู้ค้าปลีก ปัจจุบันมักอยู่ในรูปแบบระบบออนไลน์หรือแพลตฟอร์มขายสินค้า เดิมทีอาจเป็นเคาน์เตอร์แคชเชียร์หน้าร้าน
Pre-order (พรีออเดอร์)
การสั่งซื้อสินค้าก่อนวันวางจำหน่ายจริง ลูกค้าจะได้รับสินค้าเมื่อพร้อมจัดส่ง ผู้ขายสามารถเลือกให้ชำระเต็มจำนวนตั้งแต่ต้น หรือวางมัดจำเพื่อจองสินค้า แล้วเรียกเก็บส่วนที่เหลือเมื่อส่งสินค้า
Private Label (ตราสินค้าส่วนตัว)
เรียกอีกอย่างว่า White Label / Private Brand ซึ่งก็คือสินค้าที่สร้างโดยบริษัทหนึ่ง แต่ขายและสร้างแบรนด์โดยอีกบริษัทหนึ่ง สินค้ายอดนิยมที่ขายโดยใช้ตราสินค้าส่วนตัว ได้แก่ เครื่องสำอาง กาแฟ รวมถึงเสื้อยืด ดูตัวอย่างแบรนด์อื่นๆ ของตราสินค้าส่วนตัว
Price Lists (รายการราคา)
เอกสารที่รวบรวมราคาสินค้าขายส่งทั้งหมด สามารถสร้างรายการราคาที่กำหนดเองสำหรับผู้ค้าปลีกต่างๆ ตามข้อตกลงที่ทำไว้ เช่น ตามสินค้าที่กำหนดเอง ปริมาณ MOQ ฯลฯ
Purchase Order (ใบสั่งซื้อ)
เอกสารที่ระบุรายละเอียดสินค้าที่ผู้ค้าปลีกสั่งซื้อจากผู้ขายส่ง เช่น รายการสินค้า จำนวน สกุลเงิน และราคา โดยหลังจากยืนยันออเดอร์แล้ว PO มักถูกใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการออกใบแจ้งหนี้ขั้นสุดท้าย
Return and Exchange Policies (นโยบายการคืนและเปลี่ยนสินค้า)
นอกจากเงื่อนไขการชำระเงินแล้ว ธุรกิจขายส่งควรมีนโยบายคืนและเปลี่ยนสินค้าอย่างชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย เช่น หากลูกค้าได้รับสินค้ามีตำหนิจะดำเนินการอย่างไร มีคืนเงินหรือไม่ และรับคืนภายในกี่วัน โดยสามารถแนบนโยบายนี้ไว้ในเงื่อนไขและข้อกำหนดทุกครั้งที่ส่งออเดอร์
RMA (การอนุญาตคืนสินค้า)
ขั้นตอนที่ผู้ค้าปลีกต้องดำเนินการเมื่อต้องการคืนสินค้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หลายบริษัทใช้แบบฟอร์มหรือระบบออนไลน์เพื่อให้ดำเนินการได้รวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น นี่คือแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของ RMA ที่สามารถนำไปใช้เป็นตัวอย่างได้
ROI (ผลตอบแทนจากการลงทุน)
ROI หรือ Return on Investment เป็นขั้นตอนสำคัญสู่ความสำเร็จสำหรับธุรกิจขายส่งทุกแห่ง หมายถึงผลตอบแทนจากการลงทุน และวัดและแสดงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้จ่ายทั้งหมด หรือกล่าวคือใช้เงินไปแล้วได้เงินกลับมาหรือไม่ กำไรเพิ่มขึ้นไหม หรือขาดทุนจากกิจกรรมที่ทำอยู่
Sales Representative (ตัวแทนขาย)
พนักงานที่มีหน้าที่เพิ่มยอดขายให้ธุรกิจขายส่ง โดยการนำเสนอสินค้าและบริการแก่ลูกค้าใหม่หรือคู่ค้าใหม่ โดยทั่วไปจะได้รับค่าคอมมิชชันตามเปอร์เซ็นต์ยอดขายที่ปิดการขายได้สำเร็จ
Samples (ตัวอย่างสินค้า)
ตัวอย่างสินค้าสำหรับผู้ค้าปลีกหรือลูกค้า เพื่อช่วยให้พวกเขาคุ้นเคยกับสินค้าก่อนสั่งซื้อจำนวนมาก สามารถส่งตัวอย่างทางไปรษณีย์หรือนำไปด้วยเมื่อไปพบผู้ค้าใหม่ด้วยตนเอง ควรเลือกเฉพาะสินค้าเด่น และอย่าถือไปทุกขนาดและทุกสี เพราะบางครั้งเลือกน้อยแต่ตรงจุดจะได้ผลดีกว่า
Sell-through (อัตราการขายออก)
ความเร็วในการขายสินค้าชิ้นหนึ่งออกจากสต็อกภายในสถานที่หรือช่องทางขายที่กำหนด เช่น หน้าร้าน ออนไลน์ หรือสาขาต่าง ๆ โดยวัดเป็นชั่วโมง วัน หรือช่วงเวลาที่เหมาะสมกับธุรกิจนั้น ๆ
Shipping Address (ที่อยู่จัดส่ง)
ที่อยู่ปลายทางสำหรับจัดส่งสินค้าตามออเดอร์
Shipping Policy (นโยบายการจัดส่ง)
เอกสารที่ระบุรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับการจัดส่ง นโยบายการจัดส่งมักครอบคลุมรายละเอียดเกี่ยวกับต้นทุน เวลาจัดส่ง ประเภทการจัดส่ง (แบบปกติ, ด่วน ฯลฯ) รวมถึงมีบริการจัดส่งต่างประเทศหรือไม่ ดูตัวอย่างเพิ่มเติมและเทมเพลตนโยบายการจัดส่งฟรีได้ที่นี่
Shipping Window (ช่วงเวลาจัดส่ง)
ช่วงเวลาที่สามารถจัดส่งหรือยกเลิกคำสั่งซื้อได้ ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 2 สัปดา เช่น หากสั่งซื้อเมื่อวันที่ 1 มกราคม วันสุดท้ายที่ยกเลิกได้คือวันที่ 15 มกราคม และผู้ขายส่งสามารถจัดส่งสินค้าได้ทุกวันภายในช่วงเวลานี้
Stocklist (รายการสต็อก)
รายชื่อร้านค้าปลีกหรือพาร์ทเนอร์ที่มีสินค้าของคุณวางจำหน่ายอยู่ในสต็อก
SKU (หน่วยเก็บสต็อก)
SKU หรือ Stock-Keeping Unit คือรหัสเฉพาะที่ประกอบด้วยทั้งตัวอักษรและตัวเลข กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า เช่น ผู้ผลิต สี ขนาด แบรนด์ สไตล์ และอื่นๆ
Ticketing (ป้ายสินค้า)
ป้ายข้อมูลที่ติดมากับสินค้า โดยมักแสดงรายละเอียดสำคัญ เช่น ราคา ขนาด วัสดุ หรือข้อมูลแบรนด์ บางครั้งเรียกว่า Hang Tag
UPC Labeling (การติดฉลากรหัสสินค้าสากล)
บาร์โค้ดเฉพาะที่กำหนดให้กับสินค้าแต่ละรายการเพื่อให้การสแกน/จัดการสต๊อกและการติดตามสินค้าทำได้รวดเร็วขึ้น และอย่าลืมว่า UPC Labeling เป็นคนละระบบกับ SKU
Vendor (ผู้จำหน่าย)
บุคคลหรือบริษัทที่ขายและจัดหาสินค้าให้ผู้ค้าปลีก โดยทั่วไปมักเป็นผู้ขายส่งหรือผู้ผลิตโดยตรง
Vendor Compliance (มาตรฐานการทำงานของผู้จัดจำหน่าย)
อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเพิ่มในข้อกำหนดและเงื่อนไขการขายส่ง และค่อนข้างสำคัญด้วย การปฏิบัติตามข้อกำหนดของผู้จำหน่ายครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่การประกันภัย (โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงความรับผิด) ไปจนถึงข้อตกลงการจัดส่ง การทดสอบสินคั้าและอื่นๆ ที่ช่วยให้ผู้ค้าปลีกทราบว่าธุรกิจขายส่งปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับที่จำเป็นและแนะนำของอุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง เพื่อให้ผู้ค้าปลีกมั่นใจว่าธุรกิจของคุณดำเนินงานตามมาตรฐานที่เหมาะสม
Wholesale (ขายส่ง)
การขายสินค้าแบบยกจำนวนมากให้กับผู้ค้าปลีก เพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้ผู้บริโภคปลายทาง
WTD, MTD, STD และ YTD
เป็นตัวย่อที่ใช้บ่อยในเอกสารขายสินค้า รายงานยอดขาย หรือใบแจ้งหนี้ ได้แก่ WTD (Week to Date) ยอดสะสมตั้งแต่ต้นสัปดาห์จนถึงปัจจุบัน, MTD (Month to Date) ยอดสะสมตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงปัจจุบัน, STD (Season to Date) ยอดสะสมตั้งแต่ต้นฤดูกาลหรือช่วงเวลาที่กำหนด, YTD (Year to Date) ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน
ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าได้ 200 ชิ้น YTD หมายถึงขายได้รวม 200 ชิ้นนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ในเอกสารนั้น
และทั้งหมดนี้คือคำศัพท์สำคัญของธุรกิจขายส่ง แม้อาจดูเยอะในตอนแรก แต่ไม่จำเป็นต้องจำทั้งหมดทันที เพียงค่อย ๆ เรียนรู้และนำไปใช้จริง ก็จะช่วยให้คุณพูดคุย วางแผน และทำธุรกิจขายส่งได้อย่างมั่นใจมากขึ้น


